THAI-INTHAPHALAM.THT.IN
จำหน่ายต้นกล้าราชินีอินทผาลัม เด็กเล็ตนัวร์ กินผลสุก และอินทผลัมพันธุ์บาฮี กินผลดิบจำนวนมาก

เมนูน่ารู้



 

 สถิติวันนี้ 24 คน
 สถิติเมื่อวาน 10 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
312 คน
12169 คน
9684230620 คน
เริ่มเมื่อ 2015-04-02

ขายสวนอินทผลัม

33 ไร่ 2 งาน 98 ตรว

อำเภอ เมือง จ. อุดรธานี

จำนวน 1,500 ต้น อายุ 1ปีครึ่ง

ไร่ละ 1,000,000 บาท

โทร. 081-8703602

มิตรแท้การโยธา รับทุบตึก ทั่วไทย

โทร.081 413 1143

 

ยินดีต้อนรับ เข้าเวป อินทผาลัมไทย  ต้องการรู้เรื่องอินทผาลัมโทร. 084-0404158 ,083-0703921

 

อินทผลัมเป็นพืชที่มีประวัติยาวนานมาหลายพันปี ปัจจุบันเป็นพืชที่พบมากและเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของ "ประเทศในแถบแอฟริกาเหนือ เช่น ตูนีเซีย แอลจีเรีย อียิปต์็ป็นต้" และของ "ประเทศในแถบตะวันออกกลาง" โดยธรรมชาติ เป็นพืชที่เกิดอยู่ในภูมิภาคที่มีความร้อนและแห้งสูง แต่ละสายพันธุ์ก็มีแหล่งกำเนิดในภูมิภาคที่แตกต่างกันไป เรื่องจำนวนสายพันธุ์ ยังไม่นิ่งมากนักในจำนวนที่แท้จริง แต่พอสรุปได้ว่าอินทผลัมในโลกนี้นั้นมีมากกว่า 700 สายพันธุ์ กระจายอยู่ตามส่วนต่างๆของโลก สายพันธุ์อินทผลัมส่วนใหญ่จะเป็นที่รู้จักกันในวงแคบๆ มีปลูกและรับประทานผลกันเองเฉพาะในท้องถิ่น มีอินทผลัมประมาณ 15 สายพันธุ์ที่เป็นที่รู้จักกันในระดับสากล(มีเขียนไว้ในบางตำรา )แต่โลกปัจจุบัน ทั้งสายพันธุ์ดั้งเดิมและสายพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ ในแต่ละประเทศก็มีสายพันธุ์เด่นๆ เฉพาะประเทศของตน มีหลายหมึ่นหลายแสนสายพันธ์ทั่วโลกก็ว่าได้  

ในประเทศไทยนิยมปลูก 2 ชนิด กินผลดิบและผลสุก เช่นบาฮี เด็กเล็กนัวร์ และชื่อที่ตั้งขึ้นมาใหม่เป็นของตัวเอง

จำหน่ายต้นกล้าเด็กเล็ตนัวร์  ขนาด 7 เดือน  ราคาเริ่มต้น  50 บาท

จำหน่ายต้นกล้าบาฮี เหลือง ขนาด 7 เดือน ราคาเริ่มต้นละ 80 บาท

จำหน่ายต้นกล้าบาฮี แดง ขนาด 7 เดือน ราคาเริ่มต้นละ 100 บาท

                       

                           

 พันธ์ราชินีอินทผาลัม "เด็กเล็ตนัวร์"  และบาฮี  โปรโมชั่น ซื้อต้นกล้าทุกขนาด  10 แถม 1

ขายเมล็ดพันธ์เด็กเล็ตนัวร์ 100  แถม 20%

                                                 บาฮี 100     แถม  10

                                                เมดจู  100 เมล็ด แถม 10  เมล็ด
                                                อัจวาห์ และอื่นๆ แถม 10%

โทร. 081-8703602  ใช้โปรโมชั่น วันนี้ ถึง 31 ธค 2560

ร้านไทยอินทผลัม จำหน่ายเมล็ดพันธุ์

นำเข้าจากตะวันออกกลาง แท้100%

 

ราคาเมล็ดละ 10 บาท มีเด็กเล็ตนัวร์ Degletnour , บาฮี Barhee ,เมดจู Madjul ราคา 20 บาท , อัจวะห์ AJwa ราคา 20 บาท ,อัมเบอร์Amber,โคไนซีkhunaiZi, คาลาสkhalas, ซาฮาดีZahadi,มาบรูม Mabroom , อัชมอร์Asmor พันธุ์อื่นๆ สั่งตามออร์เดอร์นำเข้าทุก 2 สัปดาห์โทร. 081-8703602

http://thai-inthaphalam.tht.in/

ทางเวปไซน์เราได้รวบรวมเรียบเรียงข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับการปลูกอินทผาลัมในประเทศไทยให้เกษตรกรได้ศึกษาหาข้อมูลกับถ้ามีบางข้อความคัดลอกมาไม่ได้ขออนุญาติ ก็ต้องขออภัย  แต่เป็นเพียงมุมมองของแต่ละคนที่คิดต่อการปลูกอินทผาลัมในประเทศไทย ข้าพเจ้าอ่านแล้วชอบทำให้รู้ข้อดีและข้อเสียในการปลูกอินทผาลัม จึงนำมาแบ่งปันเพื่อนร่วมอาชีพ

ในมุมมองความคิดส่วนตัวคิดว่าอินทผาลัม เป็นพืชเศรษฐกิจ ในอนาคตได้ น่าปลูก  ปลูกเพิ่ม  40ไร่

ความเสี่ยงของการปลูกอินทผลัมจากต้นกล้าที่เพาะจากเมล็ด

   
  

ตอนนี้ มีกระแสการปลูกอินทผลัมกำลังมาแรงในประเทศไทยของเรา โดยเฉพาะวิธีที่กำลังนิยมกันในปัจจุบัน คือ การเพาะจากเมล็ด จึงอยากจะกล่าวเรื่อง "ความเสี่ยง" ของการปลูกอินทผลัม เพื่อเป็นการเล่าสู่กันฟัง ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจทดลองปลูกอินทผลัมจากต้นกล้าที่เพาะจากเมล็ด ...

ก่อนอื่นที่จะกล่าวถึงทั้งเรื่องความเสี่ยงและคำเตือน ...

ต้องขอบอกก่อนนะค่ะว่า เรื่องที่กำลังจะกล่าวนี้ อาจจะทำให้หลายท่านเกิดความท้อใจที่จะปลูกอินทผลัมไปเลยก็ได้ ขอให้เข้าใจว่า "ผู้เขียนมิได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ท่านเกิดความท้อใจจนต้องยกเลิกการปลูกไปเลย" เพราะเห็นว่ามันจะมีปัญหาหลายอย่าง แต่ผู้เขียนมีความประสงค์เขียนเรื่องนี้ขึ้น เพื่อให้ท่าน "ได้เข้าใจเงื่อนไขของความเสี่ยงก่อนการปลูกและเตือนสติท่านก่อนการลงทุนจำนวนมาก" ได้ทราบก่อนที่จะลงมือปลูก เป็นการให้ข้อมูลอีกด้านหนึ่ง เพื่อให้ท่านได้ทราบข้อมูลอย่างรอบด้าน ไม่ใช่ทราบข้อดีอย่างเดียว ให้ทราบปัญหาไว้ด้วย

จริงๆ ปัญหาที่กำลังจะกล่าวด้านล่างนี้ ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นกับเฉพาะอินทผลัมเท่านั้นนะคะ แม้ท่านสนใจพืชชนิดอื่นและสนใจจะลงทุนปลุกพืชชนิดอื่นนั้นๆ ด้วย ก็จะมีปัญหาและเงื่อนไขของพืชนั้นๆ เช่นเดียวกัน การที่เราเข้าใจปัญหาของพืชชนิดนั้นๆ ก่อนการปลูก จะเป็นการเตรียมตัวป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากการปลูกพืชนั้นๆ ได้ เวลาจะปลูกพืชชนิดไหน จึงต้องศึกษาเรื่องต่างๆ ของพืชชนิดนั้นๆ อย่างรอบด้าน ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดที่เราจะได้รับในอนาคต เรื่องอินทผลัมนี้ก็เช่นเดียวกับพืชชนิดอื่นๆ ที่เราต้องทราบอย่างรอบด้าน

ดังนั้น การเขียนเรื่องนี้ขึ้น มีจุดหมายปลายทางให้เราได้ศึกษาและเรียนรู้ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างรอบด้าน ดีกว่าว่าเราจะเห็นเฉพาะด้านดีด้านเดียวเท่านั้น ให้เราศึกษาข้อมูลอีกด้านประกอบไปด้วย หากท่านมั่นใจที่จะปลูก ก็ขอให้มั่นคงในการตัดสินใจของตนต่อไป เราปลูกพืชชนิดอื่นก็มีปัญหาเช่นเดียวกันกับอินทผลัมนี้แหละ ไม่เสียหลายที่เราจะเรียนรู้ไว้ก่อน และผู้เขียนขอย้ำข้อมูลที่จะกล่าวด้านล่างมิใช่ข้อมูลที่จะถือเป็นข้อยุติหรือสมบูรณ์ที่สุด ขอออกตัวว่า เป็นการให้ข้อมูลเชิงศึกษาสำหรับผู้ที่จะสนใจปลูกในอีกด้านที่ท่านอาจไม่เคยได้ยินมา เพื่อศึกษาข้อมูลก่อนปลูกอย่างรอบด้าน เพราะส่วนมากจะให้ข้อมูลในเชิงประโยชน์ที่จะได้รับอย่างเดียว แต่ไม่ค่อยจะพูดถึงปัญหาและเงื่อนไขที่อาจจะเจอ ในหน้านี้ จึงขอประมวลแบบเล่าสู่กันฟังในอีกด้านหนึ่งเท่านั้น การที่เราเข้าใจการปลูกอย่างรอบด้านนั้น จะทำให้การปลูกอินทผลัมในประเทศไทยของเราเป็นไปอย่างยั่งยืนต่อไปด้วย

กลับเข้าเรื่องอินทผลัมต่อค่ะ

นึกย้อนไปถึงตอนที่เริ่มหัดเพาะกันเืมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ในตอนนั้น คนไทยเราส่วนมากแทบไม่รู้จักพืชชนิดนี้เลย แต่ด้วยความสนใจส่วนตัว เราก็พยายามเพาะกันเรื่อยมา รอดบ้าง ตายบ้าง หาวิธีการมาเรื่อยๆ มาเห็นกระแสในปัจจบันแล้วก็นึกขำว่า สิ่งที่เราทำกันไม่กี่คนในตอนนั้น กระแสในปัจจุบันจะแรงขนาดนี้

ด้วยกระแสที่แรงขนาดนี้ และด้วยเหตุที่การเพาะอินทผลัมจากเมล็ด เป็นการเริ่มต้นที่ต้องรอคอยและมีความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การขายต้นกล้าอินทผลัมไม่ว่าที่ไหนก็ตาม 
"ควรจะแจ้งข้อมูลเหล่านี้ให้ผู้ซื้อรับทราบเป็นเบื้องต้น เพราะมันไม่ใช่แค่จะขายต้นกล้าให้ได้เงินในวันนี้อย่างเดียว มันมีผลถึงอนาคตด้วย"

สำหรับท่านที่สนใจจะทดลองปลูกอินทผลัม อยากจะย้ำให้ทุกท่านเข้าใจว่า อย่าปลูกตามกระแส แต่อยากให้ไปศึกษาข้อมูลให้เข้าใจเสียก่อน ผู้ที่สนใจจะปลูกต้องอยากปลูกเอง และมีความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับพืชชนิดนี้ เช่น

๑. ความเข้าใจเกี่ยวกับการปลูกอินทผลัมในปัจจุบัน
 
การปลูกอินทผลัม สามารถปลูกได้ ๓ วิธี คือ
 
การเพาะเมล็ด ถือเป็นการปลูกอินทผลัมที่เป็นการลงทุนที่ต่ำที่สุด ราคาต้นกล้าไม่ถึงกับสูงมาก แต่ก็เป็นเรื่องปกติของอินทผลัมที่ปลูกจากการเพาะเมล็ุด ที่ปลูกลงแล้วจะอาจจะต้องมีการตามลุ้นเรื่องต่างๆ เช่น รอลุ้นต้นตัวผู้ ต้นตัวเมีย การกลายพันธุ์ (ดังที่กล่าวไว้ในข้อ ๒ และ ข้อ ๓ ด้านล่าง)
 
- การแยกเหง้า อินทผลัมจะมีเหง้าแตกออกมาทางโคนด้านล่างของต้น ในต่างประเทศจะมีการขุดแยกเหง้า หรือตอนให้เกิดราก จากต้นแม่พันธุ์ดี เพื่อนำมาปลูก จะได้ต้นตัวเมียตามพันธุ์นั้นๆ แน่นอน ในประเทศไทยในตอนนี้ ยังไม่มีต้นพันธุ์แบบนี้ขายในเชิงพาณิชย์แน่นอน แม้จะมีบ้างก็คงเป็นกลุ่มผู้ที่ทดลองปลูกร่วมกันอยู่แลกเปลี่ยน ขาย หรือแบ่งปันกันไปทดลองปลูก ถ้าต้องการคงต้องไปค้นหาข้อมูลจากต่างประเทศ แต่ราคาจะสูงแน่นอน
 
- เพาะเนื้อเยื่อ เป็นการขยายต้นตัวเมียพันธุ์ดีๆ แบบจำนวนมาก จะได้ต้นตัวเมียตามพันธุ์นั้นๆ แน่นอน เป็นอีกวิธีการปลูกที่ต่างประเทศนิยมนำไปปลูกในเชิงพาณิชย์ ราคาต่อต้นสูงพอสมควร และในประเทศไทยยังไม่มีต้นแบบนี้ขาย ต้องสั่งจากต่างประเทศ เิริ่มมีคนสั่งเข้ามาทดลองปลูกบ้างแล้ว แต่จำนวนไม่มาก ทราบมาว่า ถ้าจะสั่งจะต้องสั่งเป็นล๊อตใหญ่ๆ เขาถึงจะส่งให้ หากใครมีทุนพอ ลองค้นหาข้อมูลห้องแล๊บต่างประเทศที่เขาขายแ้ล้วลองสอบถามกันดูได้
 
ในประเทศที่ปลูกในเชิงเศรษฐกิจจะปลูกแบบแยกเหง้าจากต้นแม่พันธุ์ดี และ การปลูกจากต้นเพาะเนื้อเยื่อ กันเป็นส่วนใหญ่ เพราะจะได้ต้นตัวเมียพันธุ์ดีแน่นอน ได้พันธุ์นั้นๆ แน่นอน จึงไม่นิยมที่จะปลูกกันแบบเพาะเมล็ดกัน การปลูกจากการเพาะเมล็ดจะปลูกกันในเชิงวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์มากกว่า
 
แต่การปลูกแบบแยกเหง้าจากต้นแม่พันธุ์ดี และ การปลูกจากต้นเพาะเนื้อเยื่อ จะใช้ต้นทุนมาก โดยเฉพาะในประเทศไทยเราที่ต้องสั่งนำเข้าจากต่างประเทศ ต้นทุนต่อต้นสูงพอสมควร การสั่งแต่ละครั้งจะต้องสั่งเป็นชุดใหญ่ๆ เขาถึงจะส่งให้ ทั้งอินทผลัมยังเป็นพืชใหม่ในประเทศไทย การจะทุ่มทุนเพื่อปลูกต้นที่ต้องลงทุนสูงแบบสั่งเข้ามา โดยผู้ปลูกไม่มีความรู้ความเข้าใจในการปลูกเลยก็เป็นความเสี่ยงเหมือนกัน
 
การปลูกแบบเพาะเมล็ด แม้จะมีความเสี่ยงเรื่องลุ้นต้นตัวผู้ตัวเมียและการกลายพันธุ์ แต่ก็จะเป็นการประหยัดต้นทุนการปลูกมากกว่า ทั้งยังจะมีโอกาสได้พันธุ์ใหม่ๆ ที่เกิดจากการกลายพันธุ์ มีการปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิศาสตร์ของประเทศเราได้ดี มีอินทผลัมพันธุ์แบบไทยๆ ของเราเองในอนาคต ตัวผู้ปลูกเองก็จะได้ศึกษาเรื่องอินทผลัมไปในตัวด้วย เป็นการสั่งสมประสบการณ์อย่างหนึ่งได้เหมือนกัน

โดยส่วนตัวนั้น ที่กำลังทดลองปลูกด้วยการเพาะเมล็ดนั้น แม้จะเต็มไปด้วยความเสี่ยงที่จะต้องรอลุ้นในอนาคตหลายอย่างก็ตาม ได้ลองประมวลดูว่าจะมีข้อดีอย่างไรในการปลูกด้วยการเพาะเมล็ดแบบที่เราทำอยู่นี้ เช่น

- ประเทศเรายังใหม่อยู่กับเรื่องการปลูกพืชชนิดนี้ การเริ่มต้นพัฒนาการปลูกด้วยการเพาะเมล็ด น่าจะช่วยเพิ่มประสบการณ์และการเรียนรู้เกี่ยวกับอินทผาลัมมากยิ่งขึ้น ในอนาคต จะนำไปสู่การพัฒนาเรื่องการปลูกด้วยวิธีอื่นๆ มากยิ่งขึ้น ทั้งการปลูก การศึกษาเรื่องสภาพดินฟ้าอากาศที่เหมาะสม การดูแลรักษา ถ้าได้เรียนรู้พื้นฐานจากการปลูกด้วยเมล็ดมาก่อน น่าจะเป็นบทเรียนที่ดีแก่ผู้ที่สนใจพืชชนิดนี้และต้องการปลูกด้วยวิธีซื้อต้นพันธุ์จากการเพาะเนื้อเยื่อหรือแยกเหง้ามาปลูก

- เราจะได้พันธุ์ใหม่แบบของไทยเราอย่างแท้จริง (รวมทั้งของโลกด้วย) การเพาะเมล็ดแบบนี้ จะช่วยสร้างพันธุ์อินทผาลัมพันธุ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นในโลกได้แน่นอน หากมีการกลายพันธุ์ไปในลักษณะที่พึงประสงค์หรือกลายดี ยิ่งจะเป็นของขวัญชิ้นใหญ่ให้กับผู้ปลูกนั้นๆ ได้ด้วย และหากมีการผสมเกสรข้ามสายพันธุ์แบบไทยๆ ของเราแล้ว เชื่อว่า ในอนาคต จากจุดเล็กๆ ที่กำลังทำกันอยู่นี้ จะสร้างสิ่งใหญ่ๆ ได้ จริงๆ เพียงแค่ต้นใหม่เกิดขึ้นมา เราก็ถือว่าได้พันธุ์ใหม่แล้วค่ะ เคยได้ยินท่านที่พอจะมีความรู้กล่าวว่า เมื่อนำมาเพาะใหม่แล้ว เราสามารถตั้งชื่อพันธุ์ใหม่ได้เลยตั้งแต่ต้น เพราะจะถือเป็นพันธุ์เก่าไม่ได้แล้วจากการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่เกิดมาใหม่ (ไม่รู้ใช้คำถูกไหม)

- แน่นอนที่สุด คือ ประหยัดต้นทุนแน่ๆ เพราะถือเป็นการลงทุนที่ต่ำ เริ่มต้นแบบง่ายๆ จากการเพาะเมล็ดที่ไปซื้อเนื้อมาทาน เมล็ดก็เก็บเพาะไปเรื่อยๆ มีความสุขจากการเห็นต้นมันค่อยๆ โตมาเรื่อยๆ แม้หากว่าอาจจะมีความผันแปรจากปัญหาใดปัญหาหนึ่งในอนาคต การลงทุนที่ต่ำแบบนี้ก็น่าจะทำให้ไม่ถึงกับต้องมานั่งกุมขมับแน่นอน
 
๒. อินทผลัมเป็นพืชที่มีทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมีย
 
อินทผลัมเป็นพืชที่มีต้นตัวผู้ ต้นตัวเมีย ต้องอาศัยการผสมเกสรจึงจะติดผล และต้นตัวเมียเท่านั้นจึงจะติดผล การเพาะเมล็ดแล้วนำมาปลูกจะต้องลุ้นต่อไปอีกว่าจะได้ต้นตัวผู้หรือตัวเมีย การปลูกจะต้องมีทั้งต้นตัวผู้และตัวเมียเพื่อใช้ผสมเกสรจึงจะติดผลเหมือนกับการปลูกสละ อัตราส่วนระหว่างต้นตัวผู้กับตัวเมียนั้นอยู่ระหว่างการหาข้อมูลเพิ่มเติมว่าควรใช้เท่าใด บางแห่งบอกไว้ในอัตราสูง บางแห่งบอกไว้ในอัตราต่ำ
 
การที่มีบางแห่งบอกว่า เคยนำเมล็ดจากตะวันออกกลางมาปลูกแล้วไม่ติดผลบ้าง ออกดอกแล้วก็หายไปบ้าง ติดผลไม่สวยบ้าง ส่วนใหญ่มาจากความไม่เข้าใจเรื่องอินทผลัมต้องใช้การผสมเกสรตัวผู้และตัวเมียนี่เอง หรืออาจจะมาจากต้นที่ปลูกนั้นไม่ใช่อินผทลัมพันธุ์ทานผล แต่เป็นอินทผลัมพันธุ์ประดับ จึงไม่ติดผลให้เห็น อีกอย่าง อาจจะมาจากสภาพการดูแลเรื่องปุ๋ยและน้ำไม่เพียงพอก็เป็นได้
 
โดยส่วนตัวที่คิดจะปลูกนี้ ไม่ค่อยซีเรียสกับต้นตัวผู้เท่าไหร อยากได้จำนวนเท่าๆ กัน หรือมากกว่าก็ไม่เป็นไร ด้วยเหตุผลที่เขียนไว้ในหน้านี้ค่ะ https://sites.google.com/site/datepalmnongtu/articledatepalm/maledate
 
๓. การกลายพันธุ์ของต้นตัวเมีย
 
แม้ได้ต้นตัวเมียซึ่งเป็นต้นพันธุ์ที่ต้องการแล้วก็ตาม ผู้ปลูกต้องเข้าใจเรื่องแปรปรวนของพันธุ์ที่จะได้ เราเรียกกันว่า "การกลายพันธุ์" ซึ่งผู้ปลูกจะมีความเสี่ยงเกี่ยวกับการกลายพันธุ์อีก ซึ่งเป็นเรื่องปกติของพืชที่เกิดจากเมล็ดอยู่แล้ว ผู้เขียนขอสรุปด้วยภาษาแบบชาวบ้านๆ ว่า การปลูกพืชด้วยเมล็ดมีความเป็นไปได้ที่จะได้พันธุ์ใน ๓ ลักษณะ คือ 

- กลายดี ได้ต้นพันธุ์ที่มีลักษณะดีกว่าต้นพันธุ์เดิม ข้อนี้ เราคงจะเห็นการได้พันธุ์ใหม่ๆ ของพืชหลายชนิดในประเทศไทยเรา อันเนื่องมาจากการกลายดี เป็นลักษณะที่ต้องการของคนปลูกพืชที่ต้องการได้การกลายลักษณะนี้

- กลายเสีย ได้ต้นพันธุ์ที่เสียลักษณะเดิมไป ไม่มีความเด่น เช่น ผลเล็กกว่าเดิม รสชาติเปลี่ยนแปลงไปจากต้นพันธุ์เดิม การการเสียลักษณะนี้ ไม่เป็นที่ต้องการสำหรับคนปลูกพืชจากการเพาะเมล็ด แต่อย่างไรก็ตาม การกลายเสียลักษณะนี้ เป็นผลดีที่ต้องการสำหรับพืชบางชนิด เช่น สะเดา มะขามเปรี้ยว เป็นต้น การกลายเสียของพืชดังกล่าวมา กลับเป็นข้อดี อินทผลัมหากจะมีการกลายเสียลักษณะนี้ เช่น หวานน้อยลง เป็นต้น ก็ถือเป็นความโชคดีได้เหมือนกัน

- เสมอตัว ได้ต้นพันธุ์ที่มีลักษณะเดียวกับต้นพันธุ์เดิมทุกประการไม่เปลี่ยนแปลง ต้นพันธุ์เดิมมีลักษณะอย่างไร ก็จะได้ลักษณะอย่างนั้น

การเพาะเมล็ดอินทผาลัมก็มีลักษณะเดียวกัน คือ กลายดี เสมอตัว และกลายเสีย หากได้ต้นตัวเมียกลายดีและเสมอตัว ก็น่าจะเป็นที่พอใจ 

เป็นอีกข้อหนึ่งที่ผู้จะทดลองปลูกอินทผลัมจากเมล็ดทั้งหลายควรทราบไว้ จะมีเหตุผลใดประกอบการตัดสินใจก็คงเป็นไปตามความพอใจของแต่ละท่าน ส่วนตัวผู้เขียนเองมีเหตุผลส่วนตัวที่ตัดสินใจปลูกสำหรับประเด็นนี้ คือ "หากเราคิดเป็นอัตราส่วนดังที่ผู้เขียนสรุปมาสามอย่างแล้ว เรามีโอกาสได้ลักษณะที่พึงประสงค์สองส่วน และอาจจะได้ลักษณะที่ไม่พึงประสงค์หนึ่งส่วน ทั้งในหนึ่งส่วนนี้ แม้จะเป็นลักษณะทีไม่พึงประสงค์ แต่หากกลายไปในลักษณะเด่น เช่น หวานน้อยลง เมล็ดเล็กลง เป็นต้น เราก็ยังมีโอกาสได้ส่วนนี้เพิ่มเติมอีก เป็นอัตราส่วนที่พอรับได้สำหรับข้อนี้" ทั้งนี้ ใช่ว่า เหตุผลดังกล่าวจะสมบูรณ์นัก เพราะว่า อัตราส่วนที่่ว่า ควรเป็นอัตราส่วนของเมล็ดที่นำมาจากช่อเดียวกัน แต่เมล็ดที่เราได้มา เป็นเมล็ดที่คละกันมา อัตราส่วนดังกล่าวจะลดลงหรือเพิ่มขึ้นก็ต้องติดตามกันต่อไป

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องกลายพันธุ์นี้ กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับพืชชนิดนี้อยู่ ข้อความเรื่องการกลายพันธุ์ดังที่กล่าวมาข้างต้น อาจไม่มีผลมากนักกับพืชประเภท "ไม่สมบูรณ์เพศ" อย่าง "อินทผลัม" ก็ได้ 

ข้อมูลนี้ อยู่ระหว่างการศึกษาเพิ่มเติม แล้วจะนำมาเล่าสู่กันฟังในภายหลังค่ะ ...

๔. ความเสี่ยงจากสภาพดินฟ้าอากาศและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากพื้นที่เดิมที่เป็นต้นกำเนิดของพืชชนิดนี้ 

อินทผาลัมมีถิ่นกำเนิดในพื้นที่แถบทะเลทราย อากาศแห้ง การนำมาปลูกในประเทศไทยเรา ซึ่งเป็นประเทศไทยเราเป็นประเทศร้อนชื้น สภาพอากาศที่แตกต่างกันแบบนี้ อาจจะมีผลทั้งต่อต้นที่จะอาจจะได้รับผลกระทบจากความชื้ได้น ในกรณีนี้ไม่จำกัดอยู่เฉพาะการเพาะจากเมล็ดเท่านั้น แต่จะรวมไปถึงการปลูกวิธีอื่นๆ ด้วย เช่น

- การดูแลในสภาพดินฟ้าอากาศบ้านเราที่แตกต่างจากพื้นที่ร้อนแห้งและทะเลทราย อาจจะแตกต่างกันและต้องปรับการวิธีดูแลให้เหมาะสม ข้อนี้เป็นสิ่งสำคัญไม่ใช่เล่นเหมือนกันสำหรับการเริ่มต้นแบบนี้ 

มีความเป็นห่วงเรื่องนี้กันมากพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องของพันธุ์ที่ปลูก จนมีการกล่าวกันในเชิงว่า "พันธุ์ทีปลูกในบ้านเรา ควรจะเน้นไปที่พันธุ์ทานผลสด ไม่ควรเน้นพันธุ์ทานผลแห้งที่อาจจะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศร้อนชื้นในบ้านเรา ผลผลิตจากพันธุ์ทานผลแห้ง อาจจะได้รับผลกระทบจากความชื้นนี้ได้"
ปล. เป็นเหตุผลปัจเจกชน บางคนบอกว่าพันธ์กินผลแห้งดีด้วยเหตุที่ว่าเก็บไว้ได้นานข้ามปี แต่ต้องอบ  จะเก็บได้นานกว่า  สามารส่งออกนอกประเทศไกลๆๆ ได้สะดวก ง่ายกว่าพันธ์กินดิบมากๆๆแต่พันธ์กินสดจะมีอายุการเก็บสั้นกว่าจะ เน่าเสียหายง่ายไม่เหมาะส่งออกนอกประเทศไกลบ้านเราสักเท่าไหร่ ต้องดูแลกาขนส่งที่รวดเร็บ และต้องควบคุมอุภูมิให้ดีเพื่อความสด อร่อยเหมือนทานบนต้น(เป็นเหตุส่วนตัวเท่านั้น) ไม่เกี่ยวข้องกับการวิจัยใดๆๆ

ประเด็นนี้ โดยส่วนตัวกลับคิดว่า "ข้อมูลนี้ยังไม่มีการวิจัยอะไรเป็นทางการขนาดนั้น เป็นการคาดเดาเชิงคาดคะแนกันมากกว่า แม้จะมีข้อมูลบางแหล่งที่น่าเชื่อถือให้ข้อมูลนี้ เช่น ข้อมูลการแปลเอกสารต่างประเทศสั้นๆ ของนักวิชาการเกษตรแห่งหนึ่งที่ถูกอ้างอิงไปกล่าวกันมาก หรือแม้แต่บางแหล่งที่น่าเชื่อถือที่พยายามให้ข้อมูลนี้ เพราะอาจจะมาจากต้องการประชาสัมพันธุ์ต้นพันธุ์มากกว่า"

มีเหตุผลส่วนตัวแย้งประเด็นนี้ว่า "ด้วยสภาพอากาศในประเทศร้อนชื้นอย่างประเทศเรานี้ คุณจะปลูกพันธุ์ไหนก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์แบบทานผลสด หรือ จะเป็นพันธุ์แบบทานผลแห้ง น่าจะมีผลกระทบหมด พันธุ์ทานผลสดที่หลายคนอาจจะเข้าใจว่า "เหมาะที่จะปลูก" นั้น หลายคนคิดว่า "ไม่ต้องไปดูแลอะไรมาก ผลดิบแก่ได้ที่ก็เก็บผลผลิตเลย" แต่จริงๆ แล้ว เท่าที่ได้ติดตามข้อมูลของการปลูกในไทยเรา (หรือแม้แต่ในต่างประเทศที่มีสภาพอากาศแตกต่างจากไทยเล็กน้อย แต่หนักไปทางความชื้น) ช่วงที่ผลอินทผลัมพันธุ์ทานผลสดออกจำหน่าย ชนกับช่วงฤดูฝนพอดี หากไม่มีการดูแลอย่างดี ผลอินทผลัมก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน เช่น ผลไม่สวย มีโรค ผลร่วง เป็นต้น ส่วนพันธุ์ทานผลแห้ง อาจจะต้องดูแลมากยิ่งขึ้นต่อเนื่องไปจากนั้น แต่ด้วยระบบการจัดการในบ้านเราที่เก่งในการจัดการกับผลไม้ต่างๆ อยู่แล้ว เชื่อว่า เราจะมีวิธีการจัดการที่ดีได้แน่นอน"

สรุปว่า "ประเด็นนี้ คงยังสรุปไม่ได้ว่า ไทยเรานั้นควรปลูกพันธุ์ไหนถึงจะเหมาะสม เพราะทุกพันธุ์ที่ปลูกต้องได้รับการดูแลอย่างดีเหมือนๆ กัน การศึกษาถึงความเหมาะสมคงจะต้องมีการศึกษาเรื่องนี้กันมากยิ่งขึ้นต่อไป อย่าเพิ่งไปห่วงเรื่องผลผลิตที่จะได้ผลกระทบจากสภาพดินฟ้าอากาศที่แตกต่างกันมากนัก ปลูกให้โตก่อนเป็นเบื้องต้น วิธีจัดการค่อยว่ากันอีกทีเมื่อถึงเวลานั้น"

- ศัตรูพืชหลายๆ อย่าง อาจรบกวนมากกว่ ศัตรูพืชที่ว่า เริ่มจาก เริ่มจากใต้ดินมีปลวกและแมลงที่อาจจะรบกวนพวกรากของอินทผลัมได้ บนดินมีพวกแมลงต่างๆ ที่จะมากัดกินใบ พวกด้วงที่กัดกินต้นและยอด รวมทั้งพวกนก กระรอก กระแต หนู บ่าง และจำพวกสัตว์กินผลไม้ทั้งหลายที่เราควบคุมไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ ในสภาพภูมิศาสตร์บ้านเราอาจจะมีมากกว่าในดินแดนทะเลทราย ซึ่งอาจจะสร้างปัญหาให้กับผลผลิตในอนาคตได้

- โรคต่างๆ ที่จะสร้างผลกระทบกับต้นอินทผลัม ข้อนี้น่าจะต้องศึกษากันมากหน่อยเป็นพิเศษ เพราะพืชชอบความแห้งมาเจอสภาพอากาศร้อนชื้นแบบนี้ สภาพความชื้นอาจก่อให้เกิดโรคต่างๆ ตามมาได้เหมือนกัน อาจต้องปรับใจรับเรื่องนี้กันด้วย

เมื่อกล่าวถึงเรื่องโรคพืชของอินทผลัมแล้ว โดยส่วนตัวผู้เขียนคิดว่า ด้วยเหตุผลข้างต้นเกี่ยวกับความแตกต่างของสภาพดินฟ้าอากาศในบ้านเราแตกต่างจากถิ่นกำเนิดของมัน ท่านจะปลูกด้วยวิธีเพาะจากเมล็ด จากการแยกเหง้ามาปลูก หรือปลูกจากต้นพันธุ์ที่เพาะเนื้อเยื่อ ล้วนมีความเสี่ยงในเรื่องนี้เช่นเดียวกันทั้งหมด ดังนั้น ท่านที่อาจจะปลูกด้วยวิธีอื่นนอกจากการเพาะเมล็ด หากปลูกจำนวนน้อยๆ คงไม่ต้องห่วงอะไรมาก แต่ถ้าจะลงทุนปลูกจำนวนมาก ลงทุนสูงมาก ขอให้ตั้งสติสักนิดก่อน อยากจะให้ศึกษาเรื่องเกี่ยวกับโรคต่างๆ ที่จะเกิดกับต้นอินทผลัมในอนาคตสักนิด การปลูกจากการแยกเหง้ามาจากต้นตัวเมียหรือการปลูกจากต้นเพาะเนื้อเยื่อ แม้จะเป็นการรับประกันว่าเราไม่มีความเสี่ยงเืรื่องการลุ้นต้นตัวผู้ตัวเมียก็ตาม แต่ความเสี่ยงในปัญหาอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องโรคของอินทผลัมก็ใช่ว่าจะไม่มี อย่าลืมว่า ปัญหาเรื่องโรคต่างๆ (รวมทั้งปัญหารบกวนอื่นๆ) ที่ทำให้อินทผลัมตายในต่างประเทศนั้น เกิดขึ้นได้กับอินทผลัมในทุกรูปแบบ ไม่เว้นว่าเป็นต้นเกิดจากเมล็ด ต้นจากการแยกเหง้า หรือต้นเพาะเนื้อเยื่อ

ผู้เขียนถึงได้พยายามสื่อไปถึงกลุ่มผู้ปลูกอินทผลัมทุกกลุ่มที่ปลูกด้วยความสนใจเป็นพิเศษ วิธีปลูกของกลุ่มผู้ปลูกจากเมล็ดอาจจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ปลูกด้วยวิธีแยกเหง้าและจากต้นเพาะเนื้อเยื่อ ในขณะเดียวกัน ผู้ปลูกด้วยวิธีแยกเหง้าและต้นเพาะเนื้อเืยื่อก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ปลูกด้วยการเพาะเมล็ดด้วย การปลูกในทุกวิธีจะมีประโยชน์แก่กันและกันในเชิงศึกษาร่วมกันไปแบบนี้ จุดหมายปลายทางร่วมกัน คือ วิธีการจัดการดูแลเพื่อการพัฒนาการปลูกต่อไปในอนาคต ความคิดเห็นส่วนตัวที่แตกต่างอันเป็นที่มาของการเลือกวิธีปลูกแบบต่างๆ ของแต่ละท่านไม่เหมือนกันแน่นอน หากตั้งประเด็นขึ้นมา ก็จะหาจุดลงตัวไม่ได้ เพราะคนเราคิดไม่เหมือนกัน เราน่าจะหาจุดร่วมกันได้ในเชิงศึกษาถึงวิธีปลูก วิธีดูแล วิธีจัดการเรื่องวัชพืช ศัตรูพืช และโรคต่างๆ ฯลฯ ไปพร้อมๆ กันดีกว่า

ข้อความดังที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น แม้จะไม่ละเอียดมากนัก แต่อยากจะให้สร้างความเข้าใจถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต ผู้ที่สนใจจะทดลองปลูกทั้งหลาย น่าจะได้ศึกษาข้อมูลพวกนี้ก่อนที่จะคิดปลูกอย่างจริงจัง

จึงฝากไว้สำหรับท่านที่สนใจที่จะทดลองปลูกอินทผลัมจากการเพาะเมล็ด ขอให้ศึกษาข้อมูลให้ดีก่อน และหากมีทุนมาก (มากพอสมควร) อยากกระโดดข้ามวิธีปลูกจากเมล็ด ซึ่งอาจจะมีความเสี่ยงจากการกล่าวข้างต้นไปปลูกด้วยวิธีอื่น คือ ปลูกจากต้นกล้าที่ได้มาจากการแยกเหง้า หรือ ต้นกล้าที่ได้จากการเพาะเนื้อเยื่อ อาจจะไปลองค้นหาดูข้อมูลที่เขาสั่งมาจากต่างประเทศดูว่า ต้องสั่งยังไง ต้นเท่าไหร ล๊อตหนึ่งต้องสั่งเท่าไหร ขอให้เป็นไปตามความพร้อมของแต่ละท่านก็แล้วกัน 

ที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ควรตัดสินใจประกอบหากจะคิดจะปลูกด้วยวิธีอื่นที่ไม่ใช่การเพาะจากเมล็ด หากสนใจจะปลูกต้นที่แยกเหง้ามาจากต้นแม่และต้นที่ได้จากการเพาะเนื้อเยื่อ ซึ่งอาจจะต้องใช้ทุนจำนวนมาก "หากจะเริ่มต้นด้วยต้นทุนจำนวนมาก เราเข้าใจและศึกษาวิธีดูแลมันอย่างดีแล้วหรือยัง หากยังไม่เข้าใจมากนัก น่าจะเริ่มจากจำนวนน้อยๆ ไปก่อน เช่น ปลูกไว้สลับกับไม้ผลอย่างอื่นในจำนวนไม่กี่ต้อนก่อน เป็นต้น เพื่อศึกษาวิธีการดูแลอินทผลัมในสภาพภูมิอากาศบ้านเรา"

เรื่องเกี่ยวกับการปลูกอินทผลัม ไม่่ว่าจะเป็นเรื่องพันธุ์ วิธีการดูแล วิธีการปลูก ฯลฯ ที่กล่าวกันในประเทศไทยตอนนี้ เป็นข้อมูลที่ยังอยู่ระหว่างการศึกษาและกล่าวจากประสบการณ์กันเป็นส่วนใหญ่ ยังไม่สามารถจะบอกว่า "ใครรู้ลึกกว่าใคร เข้าใจมันดีมากกว่าใคร" ยังไ่ม่มีข้อมูลไหนสมบูรณ์ แม้แต่้ข้อมูลในเว็บนี้ อยู่ที่การศึกษาและประสบการณ์ของแต่ละท่านที่จะปรับให้เข้ากับการดูแลและพื้นที่ปลูกของตน

ผู้ปลูกอินทผลัมโดยความชอบส่วนตัวทุกท่าน ควรจะให้ข้อมูลแก่กันและกันและมองการปลูกในวิธีที่ต่างจากตนของผู้อื่นในเชิงสร้างสรรค์และเรียนรู้ร่วมกัน ยอมรับในวิธีของผู้อื่นที่ทำได้ผลสำเร็จ ทุกคำแนะนำที่เราแนะนำคนอื่นไปต้องมีทางออกไว้ให้เขาเสมอ ร่วมกันแชร์ประสบการณ์และการเรียนรู้ในวิธีของตนแก่ผู้อื่น เพราะจริงๆ แล้ว การปลูกในทุกวิธีในสภาพแวดล้อมบ้านเรา มีความเสี่ยงเหมือนๆ กัน ความเสี่ยงที่ผู้ปลูกในทุกวิธีต้องเจอแน่นอน คือ เรื่องความแตกต่างของสภาพแวดล้อมที่จะตามมาด้วยปัญหาต่างๆ เช่น ศัตรูพืช วัชพืช และที่ำสำคัญมากๆ คือ โรคต่างๆ ที่จะเข้าโจมตี อยู่ที่ว่าจะเสี่ยงมากเสี่ยงน้อยเท่านั้นเอง

สำหรับต้นที่กำลังทดลองปลูกอยู่ที่บ้านผักกาดหญ้า จ.ร้อยเอ็ดตอนนี้ หากมีคนมาถามด้วยความสนใจในความดังของมันในขณะนี้ ส่วนมากจะอยากทราบเรื่องการตลาดในอนาคต "เราจะไม่ชักชวนเขาในเชิงการค้าและอ้างความร่ำรวยในอนาคตจากผลผลิต แต่จะขอให้เขาไปศึกษาข้อมูลเรื่องพืชชนิดนี้ให้มั่นใจว่าตัวเองอยากปลูกจริงๆ จึงจะเริ่มคุยกัน หากเขามาถามเฉพาะ "เรื่องการตลาดในอนาคต ปลูกแล้วจะขายที่ไหน" ซึ่งข้อนี้ไม่ใช่ความผิดของเขา ทุกคนย่อมต้องการผลในอนาคตเพราะต้องลงทุน จะให้เขาไปศึกษาข้อมูลก่อน และหากเขาปลูกอะไรอยู่แล้วก็ให้ปลูกต่อไป ในขณะนี้ อินทผลัมควรเป็นแค่พืชปลูกเชิงทดลอง หรือ ปลูกแซมลงในพื้นที่ที่เหมาะสมในไร่เท่านั้น จะมากหรือน้อยอยู่ที่พื้นที่ที่เหมาะสมดังกล่าวนั้น"

คำเตือนที่อยากจะส่งผ่านถึงทุกท่านที่กำลังจะปลูกอินทผลัม

ผู้เขียนเริ่มต้นเพาะอินทผลัมตั้งแต่ปี ๒๕๕๓  โดยการเพาะครั้งนั้นเป็นความสนใจโดยส่วนตัว ไม่ได้คิดว่า กระแสการปลูกอินทผลัมจะแรงขนาดนี้ แต่ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรไปกับเขา เพราะเราสนใจการปลูกจริงๆ ตั้งแต่แรก และถ้าจะกล่าวแล้ว ตอนเราเริ่มเพาะแรกๆ แทบจะมีผู้สนใจน้อยมากๆ ด้วย ไปถามชาวบ้านได้แต่สั่นศรีษะว่าไม่รู้จัก
 
แต่แล้วกระแสการปลูกก็เกิดขึ้น ... มีความเป็นห่วงแต่ท่านที่เพิ่งเริ่มเห็นเขาปลูก เห็นกระแสโฆษณาที่ดังพอสมควร โดยอ้างประโยชน์ที่ชาวบ้านจะได้รับจากการปลูก ให้ข้อมูลชาวบ้านในข้อดีและกำไรที่จะได้รับอย่างเดียว

ในฐานะที่เริ่มหันมาสนใจอินทผลัมมาช่วงหนึ่ง แม้จะยังไม่มีความชำนาญมากนักขนาดพูดในเชิงวิชาการได้ แต่ด้วยการเพาะด้วยตนเองมาก่อนที่จะมีกระแสเหล่านี้ นำลงปลูกบ้างแล้ว ต้นโตบ้างแล้ว และการเข้าไปค้นคว้าศึกษาข้อมูลต่างๆ มาบ้าง ทำให้เราพอเข้าใจเรื่องราวเบื้องต้นเกี่ยวกับพืชชนิดนี้อยู่บ้าง จึงอยากจะประมวลเรื่องราวดังกล่าวสรุปเป็นคำเตือนต่อท่านทั้งหลายที่กำลังคิดจะปลูกโดยการลงทุนจำนวนมากไว้ ดังนี้

๑. ผู้สนใจจะปลูกอินทผลัมด้วยการลงทุนจำนวนมากจากกระแสการโหมโฆษณา ควรคิดไว้เสมอว่า "การโฆษณา คือ การให้ข้อมูลในด้านดีด้านเดียว" 

ท่านได้ศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้านก่อนจะปลูกด้วยทุนจำนวนมากนี้หรือยัง หากคิดปลูกเพียงแค่ผลกำไรจำนวนมากที่ท่านอาจจะได้รับในช่วงเวลาสั้นๆ ขอให้ตั้งสติพิจารณาสักนิด โปรดใช้บางเรื่องในอดีตที่ทำให้ชาวบ้านขาดทุนมากมายมาประกอบการพิจารณาด้วย

๒. การปลูกอินทผลัมด้วยการเพาะเมล็ดมีเงื่อนไขปัญหาที่ท่านอาจจะเจอในอนาคต

เงื่อนไขปัญหาที่ท่านอาจจะเจอ คือ การลุ้นต้นตัวผู้ ต้นตัวเมีย การกลายพันธุ์ ปัญหาจากศัตรูพืช โรค และสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างจากแหล่งกำเนิด ท่านเข้าใจเงื่อนไขเหล่านี้ที่อาจจะเจอหรือยัง

๓. อินทผลัมที่ปลูกจากการเพาะเมล็ดไม่ใช่พืชที่จะให้ผลผลิตได้เต็มที่ในช่วงอายุ ๓ ปีแรก 

การปลูกอินทผลัมจากการเพาะเมล็ดนั้น การติดดอกออกผลให้เห็นในช่วง ๓ ปีแรก จะมีประโยชน์ในเชิงการทราบเพศเท่านั้น ไม่ใช่ผลที่มากมายพอจะขายในเชิงการตลาดได้ อินทผลัมต้นตัวเมียจะเริ่มติดผลและมากขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับระยะแรกประมาณช่วงอายุ ๓ ปี และจะติดผลมากขึ้นที่อายุประมาณ ๕ - ๗ ปี อยู่ที่การดูแลและขนาดของต้น

ทั้งมีความไม่แน่นอนว่าต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดจะติดดอกออกผลให้เห็นในช่วง ๓ ปีแรกทั้งหมด เพราะเท่าที่ติดตามดูข้อมูลของผู้ปลูกด้วยการเพาะเมล็ดในประเทศไทย บางแห่งย่างเข้าสู่ปีที่ ๕ ยังไม่ติดดอกให้เห็นก็มี จึงมีความไม่แน่อนมากๆ หากคิดจะลงทุนปลูกโดยหวังผลทางการขายผลอินทผลัมภายในระยะ ๓ - ๕ ปี ตามที่มีการโฆษณากัน ช่วงเวลาดังกล่าวยังเป็นผลิตที่ยังไม่มากขนาดนั้น แต่จะให้ผลผลิตแบบเริ่มมากขึ้น (ตามข้อมูลของต่างประเทศ) อายุประมาณ ๕ -  ๗ ปีขึ้นไป และจะเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงอายุ ๑๐ ปี จึงจะเริ่มให้ผลสมบูรณ์เต็มที่
 
ดังนั้น คนที่คิดจะทดลองปลูกจากการเพาะเมล็ด หากปลูกผสมไว้ทานเองข้างบ้าน หรือ ปลูกสลับไว้ตามเทือกสวนไร่นา หรือ ปลูกเชิงทดลองศึกษา ก็คงไม่เป็นไร เพราะเรายังไ่ม่ได้จับมันเป็นพืชหลัก มีรายได้อื่นประจำอยู่แล้ว จะมีปัญหาอะไรตามมาก็ไ่ม่ได้กระทบกับเรา

แต่หากคิดจะปลูกจากการต้นที่เพาะจากเมล็ดแบบหวังผลเชิงเศรษฐกิจ ลงทุนจำนวนมาก กะจะขายเป็นเศรษฐีได้ในระยะ ๓ - ๕ ปีแรก อาจจะต้องพิจารณาสักนิด ด้วยเหตุผลที่กล่าวไว้ข้างต้น คนที่จะปลูกในเชิงเศรษฐกิจในอนาคตจำนวนมาก จะต้องมีงานประจำที่สร้างรายได้อยู่แล้ว หากทำเกษตรก็มีพืชชนิดอื่นๆ ที่ปลูกเป็นรายได้อยู่แล้ว หรือปลูกผสมผสานไว้ในไร่ที่มีการปลูกพืชประจำของตน เช่น ปลูกผสมไว้ในสวนผลไม้หรือไม้เศรษฐกิจอื่นๆ ปลูกผสมลงในไร่มันสำปะหลัง ไร่ข้าวโพด ริมคันนาในนาข้าว หรือ ปลูกทดแทนพืชอื่นๆ ที่เขาปลูกกัน เช่น ทดแทนการปลูกไม้ยูคาฯ เป็นต้น หรือมีที่ทางมากพอที่จะปลูก หากเป็นแบบนี้ สามารถที่จะปลูกได้ เพราะมีรายได้หลักทางอื่นประจำอยู่แล้ว แต่ถ้าปลูกแบบจะหวังผลจากมันในทันที ไม่มีรายได้หลักทางอื่น ต้องขอให้พิจารณาสักนิดหนึ่ง รวมทั้งพิจารณาไปถึงการโหมโฆษณาในขณะนี้ด้วย

๔. หากจะซื้อต้นกล้าอินทผลัมจากการเพาะเมล็ด ขอให้มั่นใจในแหล่งต้นกล้าพันธุ์ที่จำหน่าย

หากสนใจที่จะทดลองปลูกอินทผลัมจากการเพาะเมล็ด ขอให้มั่นใจในแหล่งที่มาของเมล็ดที่นำมาเพาะต้นกล้าขายนั้นๆ ด้วย เพราะปัจจุบันมีการเพาะต้นกล้าจำหน่ายจำนวนมาก ท่านจะซื้อที่ใดก็ได้ ขอเพียงมั่นใจในที่ไปที่มาของเมล็ดพันธุ์ที่นำมาเพาะต้นกล้าเท่านั้น เพื่อให้เราได้พันธุ์ตามที่ต้องการ ราคาของต้นกล้าพันธุ์ก็เป็นไปตามความเหมาะสมที่แหล่งขายนั้นๆ กำหนดไว้ ส่วนมากจะเป็นไปตามจำนวนใบ (ต้นเล็ก) ขนาดของต้น (ต้นใหญ่) ความเด่นของพันธุ์ พันธุ์ดีๆ ราคาแพงๆ ต้นกล้าก็จะแพงไปด้วย แต่ที่แน่ๆ ไม่ควรจะแพงมากจนเกินเหตุ เพราะผู้ซื้อยังต้องมาันั่งรอรับความเสี่ยงที่จะตามมาอีกมากมาย หรือบางแห่งมีการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์นั้นๆ ก็ขอให้มั่นใจในแหล่งที่มาของเมล็ดนั้นๆ ด้วย หรือหากจะปลูกอย่างไม่ซีเรียสอะไรมาก อาจจะไปซื้อเนื้อที่มีการขายตามท้องตลาดมาเพาะเอาเองก็ได้ ต้องการพันธุ์แบบไหนก็ลองซื้อมาเพาะเอาเองก็จะประหยัดไปได้มาก บางพันธุ์เพาะให้เกิดง่าย บางพันธุ์เพาะให้เกิดยาก

ส่วนแหล่งจำหน่ายต้นกล้าที่เพาะจากเมล็ดก็มีทั้งแบบที่ปลูกเองสำเร็จแล้ว และผู้ที่นำเมล็ดนำเข้าจากต่างประเทศมาเพาะขาย ชอบที่ไหน มั่นใจที่ไหน ก็ซื้อได้ที่นั่น

จริงๆ ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม การขายต้นกล้าอินทผลัมเป็นสิทธิ์ที่ทุกคนจะกระทำได้ เหมือนการเพาะขายต้นไม้ทั่วไป แต่ต้นกล้าที่ขายกันนั้น ควรซื่อสัตย์ต่อผู้ซื้อต้นกล้าไปปลูก ให้ข้อมูลต่อผู้ซื้อกล้าไปปลูกบ้าง ซื่อสัตย์ในพันธุ์ที่นำมาเพาะขายต้นกล้า ราคาต้นกล้าเหมาะสมกับสภาพต้น อย่าใช้วิธีย้อมแมวขาย คือ นำพันธุ์ราคาถูกมาบอกว่าเป็นพันธุ์ราคาแพง เพราะไม่เช่นนั้น "มันจะเป็นการทุบหม้อข้าวตัวเอง" และจะมีผลกระทบต่อท่านอื่นๆ ที่ตั้งใจทำโดยสุจริต เงินของชาวบ้านที่ยอมเสียเพื่ออนาคต ควรจะเกิดขึ้นอย่างคุ้มค่า ...

๕. การอ้างเรื่องต้นตัวผู้ตัวเมียจากการวิจัย

กรณีมีการบอกว่า "เมล็ดลักษณะนี้จะเป็นต้นตัวเมีย เมล็ดลักษณะนี้จะเป็นต้นตัวผู้ หรือ ต้นลักษณะนี้จะเ็ป็นต้นตัวผู้ ต้นลักษณะนี้จะเป็นต้นตัวเมีย ลักษณะแบบนี้จะเป็นต้นตัวผู้ ลักษณะแบบนี้จะเป็นต้นตัวเมีย" เรื่องดังกล่าวนี้ ยังเป็นแค่การคาดคะเน สังเกต และพูดคุยแชร์กันในกลุ่มผู้กำลังทดสอบปลูกอินทผลัมจากเมล็ดเท่านั้น ยังไม่ใช่ข้อมูลที่จะถือเป็นหลักได้ หากมีการอ้างจากผู้ใดก็ตามที่ดำเนินการทางการค้าขายต้นโดยบอกว่า "มีนักวิชาการของเขาสามารถสังเกตเพศได้จากเมล็ด ต้นของเขาคัดเมล็ดแล้ว ถ้าซื้อจากเขาจะเป็นตันตัวเมีย" ขอให้ระมัดระวังไว้ด้วย

การศึกษาเรื่องนี้ มีความเป็นไปได้ในอนาคต ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาพอสมควรที่จะสังเกตได้ และการสังเกตนั้น อาจจะไม่เป็นไปดังนั้นแน่นอนทั้งหมด เหมือนการบอกเพศของต้นสละในปัจจุบัน แม้จะมีการสังเกตได้บ้างแล้ว แต่ก็ยังเป็นข้อมูลที่ไม่นิ่ง คนที่จะศึกษาจนทราบเพศแน่นอน คงจะต้องใช้เวลาพอสมควร และน่าจะต้องปลูกจนสำเร็จแล้วด้วย ไม่ใช่แค่มานั่งขายต้นกล้าอย่างเดียวแล้วบอกว่าลักษณะนั้นลักษณะนี้เป็นตัวผู้ตัวเมีย

๖. อย่าปล่อยให้ความโลภปิดบังข้อเท็จจริง

บางทีก็ควรจะคิดถึงเรื่องที่ได้ยินบ่อยๆ คือ คนที่โดนเขาเอาทองปลอมมาหลอกเอาเงิน เราเคยคิดกันว่า เรื่องแบบนี้น่าจะหมดยุคไปแล้ว แต่ทุกวันนี้ก็ยังมีข่าวว่าโดนหลอกเรื่องนี้กันอยู่

๗. ข้อที่ควรทราบไว้ก่อนเกี่ยวกับการขายผลผลิตในอนาคต

หากผ่านเงื่อนไขของการเป็นตันตัวผู้ตัวเมียและการกลายพันธุ์แล้ว สามารถปลูกจนมีผลผลิตได้ในอนาคต อาจจะคาดหวังเรื่องราคาของผลผลิตที่จะได้ในอนาคตตามการโฆษณาที่ได้ฟังมา จึงอยากจะขอให้สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับราคาเป็นแนวเตือนสติไว้ เพื่อให้เราปลูกอย่างมีสติที่สุด

อินทผลัมที่นำเข้ามาขายในประเทศไทยในปัจจุบัน เป็นผลผลิตนำเข้าจากต่างประเทศ ราคาสูงต่ำไม่เท่ากัน ทั้งนี้ราคาที่นำเข้ามาขายกันในปัจจุบันขึ้นอยู่กับหลาย เช่น

- สายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์มีราคาขายที่แตกต่างกัน (อ่านเพิ่มเติมเรื่องราคาของอินทผลัมบางสายพันธุ์ที่ขายกันมากในประเทศไทยได้ที่ https://sites.google.com/site/datepalmnongtu/panthu_date) เห็นการโฆษณาบางแห่งเรื่องราคาแล้ว ข้อมูลราคาไม่ผิด แต่ให้ข้อมูลไม่ครบว่าที่ขายได้ในราคานั้นสายพันธุ์อะไร และให้ระวังเรื่องการมั่วเรื่องสายพันธุ์ไว้ด้วย

- การจัดการสินค้า แต่ละประเทศมีการจัดการสินค้าที่แตกต่างกัน หากมีการจัดการดี ราคาที่นำเข้ามาขายก็มีราคาสูงขึ้น แต่หากไม่มีการจัดการเรื่องสินค้า ราคาจะถูกลงไป ยกตัวอย่าง สินค้าเป็นกล่องแบบแยกช่างกิโลขาย บางประเทศนำเข้ามาขายในราคาที่ไม่สูงมาก เพราะระบบการจัดการสินค้าจากแหล่งที่ผลิตมีการจัดการไม่ดี แต่ทั้งนี้ การแยกขายเป็นกิโลดังกล่าว หากเป็นพันธุ์ที่นิยมกัน เช่น Deglet Nour, Mabroom เป็นต้น หรือพันธุ์อื่นๆ ที่มีชื่อเสียง แม้จะ่ช่างกิโลแยกขาย ราคาก็ยังสูงถ้าเทียบกับราคาผลไม้ในประเทศไทย บางประเทศมีการจัดการสินค้าดี มีการเลือกสรรสินค้าอย่างดี สะอาด ถูกหลักอนามัย บรรจุกล่องดูสวยงาม ราคาก็จะมีมาตรฐานไปด้วย (เป็นไปตามสายพันธุ์)

- การแปรรูปสินค้า อินทผลัมบางสายพันธุ์เมื่อนำไปแปรรูปไปเป็นรูปแบบอื่น ก็ทำให้ราคาของสินค้ามีราคาสูงได้เช่นกัน เช่น น้ำอินทผลัม อินทผลัมสอดใส้ มะม่วงหิมพานต์ สอดใส้อัลมอนต์ แยมอินทผลัม เค๊กอินทผลัม เป็นต้น แต่ทั้งนี้ ใช่ว่าอินทผลัมที่นำมาแปรรูปจะราคาเท่ากันหมด ยังคงมีราคาสูงต่ำเป็นไปตามสายพันธุ์เช่นเดียวกันค่ะ

- ปัจจัยอื่นๆ ที่จะทำให้ราคาไม่เป็นไปตามนั้น ซึ่งหมายถึงการขายในประเทศของเรา ไม่มีค่าภาษีนำเข้า สินค้ามีมาก (คงอีกนานกว่าจะมีภาพแบบนี้ในประเทศไทย) ไม่มีค่าขนส่งที่จะถูกบวกเข้ามาในสินค้า ราคาอาจจะไม่เป็นไปดังที่นำเข้ามาขายจากต่างประเทศก็ได้

ทั้งนี้ ต้องเน้นย้ำให้เข้าใจเรื่องอินทผลัมที่นำเข้ามาขายทั้งหมดนะครับว่า ราคาจะถูกหรือแพงหรือจะแปรรูปแบบไหนก็ตาม ราคาสูงต่ำเกี่ยวเนื่องกับสายพันธุ์ถูกแพงนั้นๆ ด้วย ไม่ใช่ว่าแปรรูปแล้วจะแพงได้เลย แต่สายพันธุ์ที่ปลูกมีส่วนเกี่ยวข้องกับราคาด้วย

๘. การรับรองสายพันธุ์

การรับรองสายพันธุ์อินทผลัมอย่างเป็นทางการในปัจจุบันนั้น เท่าที่ติดตามดูข้อมูลเรื่องนี้ การรับรองสายพันธุ์จะมาจากแหล่งเพาะเนื้อเยื่อหรือแหล่งปลูกที่มีการวิจัยในต่างประเทศเท่านั้น ทั้งต้องเป็นต้นที่แยกเหง้าหรือเพาะเนื้อเยื่อด้วย ส่วนการเพาะจากเมล็ด เป็นเพียงแค่ได้ทราบว่า เราได้นำสายพันธุ์นั้นๆ มาปลูกเท่านั้น ยังไม่มีแหล่งใดที่ให้คำรับรองสายพันธุ์อินทผลัมอย่างเป็นทางการจากต้นที่เพาะจากเมล็ด โดยเฉพาะในประเทศไทย

เป็นประเด็นที่ต้องการจะเสริมเข้ามาให้เราปลูกอย่างมีสติ เพื่อไม่ให้ไปคาดหวังสูงกับราคาที่ได้ยินมา แต่ไม่ให้ท้อใจที่จะปลูก ทุกอย่างที่กล่าวมาเพียงเพื่อให้เราให้ได้ทราบข้อเท็จจริงกันไว้ หากสนใจจะปลูกจริงๆ ให้มั่นใจในการปลูกของตน ให้ศึกษาข้อมูลให้ครบ จิตใจมั่นคงในการปลูก ทั้งนี้ การจะทำอย่างนี้ได้ ต้องไม่ปลูกเพราะความโลภ จิตใจอย่ารวนเรไปตามคำบอกเล่าต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามา ให้ปลูกเพราะตัวเราเองมั่นใจว่า "มันมีอนาคต" อย่าปลูกเพราะคนอื่นบอกว่า "ปลูกแล้วจะรวย" แค่นั้น

โดยส่วนตัวที่ปลูกอยู่นี้ มีความมั่นใจว่า "เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอนาคต" แต่จะให้ชักชวนคนอื่นมาปลูกแบบโฆษณาชวนเชื่อ เพียงต้องการขายต้นกล้าอย่างเดียว อย่างอื่นไม่สนใจ จะไม่ทำแบบนั้น ทุกคนที่เข้ามาคุยหรือสอบถาม จะให้ไปศึกษาข้อมูลกันดีๆ เสียก่อน หากได้ศึกษาข้อมูล ปัญหา เงื่อนไข ฯลฯ พอสมควรแล้ว สนใจจริงๆ จึงค่อยมาคุยกันอีกครั้ง เพราะมีเหตุผลดังกล่าวมาตั้งแต่ต้นเรื่องความเสี่ยง โดยเฉพาะวิธีปลูกจากเมล็ด

ทั้งหมดที่กล่าวสรุปมานี้

ประเด็นเบื้องต้น 

แค่อยากจะเป็นการให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับพืชชนิดนี้ เป็นการให้ข้อมูลด้วยประสบการณ์และองค์ความรู้ที่พอทราบมาบ้างและเป็นวิชาการอะไร แต่อาจจะเป็นข้อมูลให้ท่านใช้เป็นช่องทางเพื่อศึกษาในรายละเอียดเชิงลึกเรื่องนี้ต่อไปได้

ประเด็นคำเตือน 

เป็นคำเตือนให้ผู้สนใจที่จะปลูกได้ทราบถึงเงื่อนไขปัญหาที่อาจจะเจอจากการปลูกด้วยต้นกล้าที่เพาะจากเมล็ด หรือ ปลูกจากต้นกล้าแบบอื่น จุดเด่นที่แตกต่างเพีียงเรื่องเดียวอาจจะไม่ใช่่ข้อที่จะบ่งชี้ความสำเร็จได้ ผู้จะปลูกจึงควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน โดยเฉพาะสภาพปัญหาที่อาจจะเจอในอนาคต

ทั้งเป็นคำเตือนให้แก่ผู้ที่ถูกชักชวนให้ไปร่วมโครงการปลูกโดยจะต้องใช้ทุนจำนวนมาก ขอใช้ข้อมูลในหน้านี้เป็นเรื่องประกอบการตัดสินใจของแต่ละท่าน หากท่านจะไปร่วมปลูกกับโครงการใดๆ ที่ต้องใช้ทุนจำนวนมาก ผู้เขียนไ่ม่มีสิทธิ์ไปห้ามท่านได้ ไม่มีสิทธิ์ไปบอกว่าโครงการใดดีหรือไม่น่าไว้วางใจ ขอเป็นเพียงการให้ข้อมูลแก่ท่านอย่างเดียว ส่วนการตัดสินใจเป็นไปตามการตัดสินใจของแต่ละท่าน ขอเพียงแต่อย่าปล่อยให้ความโลภครอบงำจิตใจของท่าน จนลืมมองข้อเท็จจริงต่างๆ ให้พยายามคิดเสมอว่า "การโฆษณา คือ การพูดในแง่ดีแง่เดียว"...
ข้อมูลคัดลอกมาจาก admin :
https://sites.google.com/site/datepalmnongtu/

--- ข้อมูลเรื่องนี้ จะอัพเดทเรื่อยๆ ติดตามเข้ามาชมเป็นระยะๆ นะคะ ---

 

เดินสายทั่วไทย ไปส่งทุกที่ ตามโปรแกรมครับ

วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ สัปดาแรกของเดือน ส่งต้นไม้ ภาคกลาง - ภาค ใต้

สัปดาห์ที่ 2 ส่งต้นกล้าอินทผลัม ภาคอิสานตอนบน และภาคเหนือ

สัปดาห์ที่ 3 ส่งต้นไม้ที่ภาคอิสานใต้ และภาคตะวันออก

สัปดาห์ที่ 4 ส่งต้นไม้ที่ภาคอิสานตอนบน ภาคกลาง และ ภาคใต้

โปรแกรมทุกเดือนบริการส่งถึงบันไดบ้านท่าน

สนใจโทร . 081-8703602 ,084-0404158

 

น้ำอินทผลัม หวาน หอม อร่อย จำหน่ายท่านถึงบ้าน ราคาขวดละ 20 บาท ( 5 ขวด 100 บาท)


ขายผลอินทผลัมนำเข้า 500 มล. ราคา150 บาท  โทร. 081-8703602 คุณพงษ์

สนใจสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับอินทผลัมเพิ่มโทร 081-8703602 พงษ์

ต้องการซื้อต้นกล้าทางบริษัทขนส่ง โอนเงินผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย เลขที่ 4180495015  

ร้านไทยอินทผาลัม โดยนายสิทธิพงษ์ เยี่ยมศิริ 

http://www.thai-inthaphalam.tht.in/

จำหน่ายต้นกล้าอินทผาลัม เด็กเล็กนัวร์ นำเข้าจากตะวันออกกลาง

Website Templates by Free CSS Templates