THAI-INTHAPHALAM.THT.IN
จำหน่ายต้นกล้าราชินีอินทผาลัม เด็กเล็ตนัวร์ กินผลสุก และอินทผลัมพันธุ์บาฮี กินผลดิบจำนวนมาก

เมนูน่ารู้



 

 สถิติวันนี้ 29 คน
 สถิติเมื่อวาน 10 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
317 คน
12174 คน
9684230625 คน
เริ่มเมื่อ 2015-04-02

ขายสวนอินทผลัม

33 ไร่ 2 งาน 98 ตรว

อำเภอ เมือง จ. อุดรธานี

จำนวน 1,500 ต้น อายุ 1ปีครึ่ง

ไร่ละ 1,000,000 บาท

โทร. 081-8703602

มิตรแท้การโยธา รับทุบตึก ทั่วไทย

โทร.081 413 1143

 

ยินดีต้อนรับ เข้าเวป อินทผาลัมไทย  ต้องการรู้เรื่องอินทผาลัมโทร. 084-0404158 ,083-0703921

 

อินทผลัมเป็นพืชที่มีประวัติยาวนานมาหลายพันปี ปัจจุบันเป็นพืชที่พบมากและเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของ "ประเทศในแถบแอฟริกาเหนือ เช่น ตูนีเซีย แอลจีเรีย อียิปต์็ป็นต้" และของ "ประเทศในแถบตะวันออกกลาง" โดยธรรมชาติ เป็นพืชที่เกิดอยู่ในภูมิภาคที่มีความร้อนและแห้งสูง แต่ละสายพันธุ์ก็มีแหล่งกำเนิดในภูมิภาคที่แตกต่างกันไป เรื่องจำนวนสายพันธุ์ ยังไม่นิ่งมากนักในจำนวนที่แท้จริง แต่พอสรุปได้ว่าอินทผลัมในโลกนี้นั้นมีมากกว่า 700 สายพันธุ์ กระจายอยู่ตามส่วนต่างๆของโลก สายพันธุ์อินทผลัมส่วนใหญ่จะเป็นที่รู้จักกันในวงแคบๆ มีปลูกและรับประทานผลกันเองเฉพาะในท้องถิ่น มีอินทผลัมประมาณ 15 สายพันธุ์ที่เป็นที่รู้จักกันในระดับสากล(มีเขียนไว้ในบางตำรา )แต่โลกปัจจุบัน ทั้งสายพันธุ์ดั้งเดิมและสายพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ ในแต่ละประเทศก็มีสายพันธุ์เด่นๆ เฉพาะประเทศของตน มีหลายหมึ่นหลายแสนสายพันธ์ทั่วโลกก็ว่าได้  

ในประเทศไทยนิยมปลูก 2 ชนิด กินผลดิบและผลสุก เช่นบาฮี เด็กเล็กนัวร์ และชื่อที่ตั้งขึ้นมาใหม่เป็นของตัวเอง

จำหน่ายต้นกล้าเด็กเล็ตนัวร์  ขนาด 7 เดือน  ราคาเริ่มต้น  50 บาท

จำหน่ายต้นกล้าบาฮี เหลือง ขนาด 7 เดือน ราคาเริ่มต้นละ 80 บาท

จำหน่ายต้นกล้าบาฮี แดง ขนาด 7 เดือน ราคาเริ่มต้นละ 100 บาท

                       

                           

 พันธ์ราชินีอินทผาลัม "เด็กเล็ตนัวร์"  และบาฮี  โปรโมชั่น ซื้อต้นกล้าทุกขนาด  10 แถม 1

ขายเมล็ดพันธ์เด็กเล็ตนัวร์ 100  แถม 20%

                                                 บาฮี 100     แถม  10

                                                เมดจู  100 เมล็ด แถม 10  เมล็ด
                                                อัจวาห์ และอื่นๆ แถม 10%

โทร. 081-8703602  ใช้โปรโมชั่น วันนี้ ถึง 31 ธค 2560

ร้านไทยอินทผลัม จำหน่ายเมล็ดพันธุ์

นำเข้าจากตะวันออกกลาง แท้100%

 

ราคาเมล็ดละ 10 บาท มีเด็กเล็ตนัวร์ Degletnour , บาฮี Barhee ,เมดจู Madjul ราคา 20 บาท , อัจวะห์ AJwa ราคา 20 บาท ,อัมเบอร์Amber,โคไนซีkhunaiZi, คาลาสkhalas, ซาฮาดีZahadi,มาบรูม Mabroom , อัชมอร์Asmor พันธุ์อื่นๆ สั่งตามออร์เดอร์นำเข้าทุก 2 สัปดาห์โทร. 081-8703602

http://thai-inthaphalam.tht.in/

ทางเวปไซน์เราได้รวบรวมเรียบเรียงข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับการปลูกอินทผาลัมในประเทศไทยให้เกษตรกรได้ศึกษาหาข้อมูลกับถ้ามีบางข้อความคัดลอกมาไม่ได้ขออนุญาติ ก็ต้องขออภัย  แต่เป็นเพียงมุมมองของแต่ละคนที่คิดต่อการปลูกอินทผาลัมในประเทศไทย ข้าพเจ้าอ่านแล้วชอบทำให้รู้ข้อดีและข้อเสียในการปลูกอินทผาลัม จึงนำมาแบ่งปันเพื่อนร่วมอาชีพ

ในมุมมองความคิดส่วนตัวคิดว่าอินทผาลัม เป็นพืชเศรษฐกิจ ในอนาคตได้ น่าปลูก  ปลูกเพิ่ม  40ไร่

อินทผาลัมทานผล นับเป็นผลไม้ที่มีมานานและถูกกค้นพบ เมื่อเกือบสองพันปี มาแล้ว นับได้ว่าเป็นผลไม้เก่าแก่ที่สุดของโลกพันธุ์หนึ่งเลยทีเดียวคะ และได้ถูกบรรจุลงในพระคัมภีร์ไบเบิลและอัลกุรอ่าน  หากในโลกเรา มีต้นอินทผาลัมประมาณ 100ล้านต้น ก็จะพบว่า62ล้านต้น จะอยู่ในแถบคาบสมุทรอาระเบียน แหล่งกำเนิดอินทผาลัมของโลก มีข้อสันนิษฐานคือ บ้างก็เชื่อกันว่า มาจากเมือง บาเบล (Babel)ประเทศอิรัค บางที่ก็บอกว่า มีต้นกำเนิดมาจากประเทศซาอุดิอาระเบีย เมืองดารีน หรือโอฟุฟ (Dareen or Hofuf,) และบางข้อมูลบอกว่า พบในประเทศบาหเรนห์ ทีเป็นเกาะเล็กๆแห่งเดียวของกลุ่มประเทศอาหรับคะ

     Date palm, Phoenix dactylifera L., is one of the oldest fruit trees in the world and is mentioned in the Qur'an and Bible. The number of the date palms is about 100 million worldwide, of which 62 million palms can be found in the Arab world. The place of origin of the date palm is uncertain. Some claim that the date palm first originated in Babel, Iraq, while others believe that it originated in Dareen or Hofuf, Saudi Arabia or Harqan, an island on the Arabian Gulf in Bahrain.

อินทผลัม ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phaenix sp.
ชื่อ วงศ์ : Palmae (Arecaceae)
ชื่อสามัญ : Date Palm                                                         

การปลูก
1. ต้นที่ปลูกจะใช้วิธีการแยกหน่อจากต้นใหญ่ (ตัวเมีย) โดยเลือกต้นแม่ที่มีอายุตั้งแต่ 5 ปี ขึ้นไป หน่อมีขนาดใหญ่ดีกว่าขนาดเล็ก เมื่อตัดจากต้นแม่แล้วจะมัดรวบใบไว้ก่อน (ควรใช้หน่อที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 8 นิ้ว ขึ้นไป) ราคาต้นพันธุ์ประมาณ 15-20 RO ขึ้นอยู่กับพันธุ์ (ประมาณ 1,500-2,000 บาท ; 1 RO = 100 บาท)

2. เมื่อปลูกแล้วประมาณ 3 ปี จะเริ่มให้ผลผลิต 3. การปลูกจะขุดหลุม ขนาด 0.8 x 0.8 x 0.8 เมตร ปลูกให้หน่ออยู่ลึกลงไปในหลุม และหน่อจะลึกลงไปในดินประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อให้สามารถเก็บน้ำไว้สำหรับต้นที่ปลูกใหม่ได้ดี ระยะปลูกใหม่ยังไม่ให้ปุ๋ย ให้เหลือเพียงแต่น้ำทุก 5 วัน เมื่อตั้งตัวแล้วประมาณ 1 เดือน จึงจะเริ่มให้ปุ๋ยคอก ต้นละประมาณ 2 กิโลกรัม ในการปลูกระยะแรกจะยังคงมัดรวบใบไว้จนกว่าต้นจะฟื้นและตั้งตัวได้ จึงจะตัดเชือกที่ผูกออก วิธีการนี้จะใช้กับการย้ายต้นใหญ่ๆ ไปปลูกที่อื่นด้วย จะช่วยให้ต้นรอดตายมาก

การดูแลรักษา
1. การปรับพื้นดิน ในช่วงหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วทุกปี (ประมาณเดือนกันยายน) จะมีการใช้รถไถเดินตามไถพรวนพื้นที่ใต้ต้นซึ่งสภาพดินส่วนใหญ่จะเป็นทราย เป็นการกำจัดวัชพืชไปในตัว ขณะเดียวกันก็จะทำเป็นแนวร่องน้ำและคันกั้นน้ำแต่ละต้นไปด้วย เป็นตารางคล้ายคันนาขนาด กว้าง x ยาว ประมาณ 6 x 6 เมตร

2. การให้น้ำ น้ำที่ใช้จะถูกส่งมาตามรางคอนกรีต ซึ่งมาจากจุดให้น้ำของหมู่บ้าน มีเครื่องสูบน้ำมาเก็บไว้ มีหัวหน้าหมู่บ้านเป็นผู้ควบคุมดูแลการจ่ายน้ำ ซึ่งจะกำหนดจ่ายให้ทุกสวน ทุก 5 วัน และทุก 3 สัปดาห์ ในฤดูหนาว โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายน้ำ เมื่อไหลเข้ามาตามรางในสวนจะถูกปล่อยไปตามต้นต่างๆ ตามร่องที่เตรียมไว้

3. การใส่ปุ๋ย หลังจากเก็บผลแล้วจะมีการใส่ปุ๋ยยูเรีย 1 ครั้ง ต้นละประมาณ 3 กิโลกรัม หว่านทั่วใต้ต้น และให้ปุ๋ยคอกต้นละประมาณ 30 กิโลกรัม (1 กระสอบ) 1 ครั้ง ต่อปี หลังจากให้ปุ๋ยยูเรียแล้วประมาณ 10 วัน

4. การตัดแต่งใบ จะมีการตัดแต่งทางใบ โดยใช้เลื่อยที่มีลักษณะคล้ายเคียว ผู้ตัดจะปีนขึ้นบนต้นไปตัดทางใบที่แก่แล้วทิ้งไป ต้นละประมาณ 2-3 ทางใบ ทางใบที่ตัดออกมาจะใช้ในการทำรั้วหรือทำฟืน ขณะเดียวกันจะตัดหน่อที่แตกออกมาที่กลางต้น หรือใกล้ๆ ยอดออกด้วย ทำให้ต้นสะอาดเป็นการป้องกันแมลงศัตรูที่อาจมารบกวนได้ และทำให้การป้องกันสัตว์ที่มากัดกินผลได้ง่ายด้วย

5. การป้องกันกำจัดโรคแมลงและศัตรูอื่นๆ ไม่มีการป้องกันกำจัดโรคแมลง เนื่องจากไม่มีการระบาดของศัตรูดังกล่าว แต่มีนกหรือหนู หรือกระรอกมารบกวนกัดกินผล โดยเฉพาะในช่วงที่ผลใกล้แก่ เกษตรกรจะใช้วิธีการยิงด้วยหนังสติ๊ก หรือปืนลม

การออกดอกติดผล
1. การออกดอก เดือนมกราคมจะเริ่มออกดอก ต้นหนึ่งจะมีช่อดอกประมาณ 5-11 ช่อ และจะบานประมาณปลายเดือนมกราคมเป็นต้นไป โดยทยอยบานทุกๆ 5 วัน เกษตรกรจะนำเกสรตัวผู้โดยตัดจากช่อดอกตัวผู้ที่มีอยู่ในสวน ซึ่งส่วนใหญ่จะนิยมใช้พันธุ์ Khori และ Bahani (สวนที่ดูงานจะมีต้นตัวผู้อยู่ 4 ต้น ก็เพียงพอสำหรับผสมกับต้นตัวเมีย ประมาณ 250 ต้น) ดอกตัวผู้สามารถเก็บไว้ใช้ได้โดยนำช่อดอกไปผึ่งแดดให้แห้ง เก็บใส่ถุงพลาสติกใส่ถังปิดฝาไว้ เก็บไว้ได้นานหลายเดือน จะผสมเกสรเสร็จประมาณเดือนมีนาคม หลังจากติดผลแล้ว 3 สัปดาห์ ทะลายที่ติดผลจะค่อยๆ โน้มห้อยลงมาใต้ทางใบทำให้ผลไม่เสียดสีกับหนามเมื่อลมพัด และสะดวกในการเก็บเกี่ยวด้วย ผลจะเริ่มแก่ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม บางพันธุ์อาจแก่ก่อนนี้เป็นพันธุ์เบาซึ่งขายได้ราคาดี (เช่น พันธุ์ Battas) ปกติจะเก็บเกี่ยวมากๆ ในเดือนสิงหาคม ระยะตั้งแต่ติดผลจนถึงผลแก่ประมาณ 180-200 วัน แต่ละทะลายจะมีผลติดดกประมาณ 6-8 กิโลกรัม

2. การเก็บเกี่ยว เมื่อผลแก่จะมีสีแดง หรือเหลือง แล้วแต่พันธุ์ มีรสชาติมันและหวาน เกษตรกรจะปีนขึ้นไปโดยใช้เชือกที่ถักแบนๆ โอบรัดไปด้านหลังของเกษตรกรและพันรอบต้น แล้วค่อยๆ ขยับขึ้นไปโดยใช้เท้าเหยียบไปบนต้นที่มีโคนทางใบที่หลงเหลืออยู่จากการตัด ทำให้ขึ้นได้ง่ายมาก เมื่อตัดแล้ววางลงบนตะกร้า หย่อนเชือกลงมาด้านล่าง ผู้ที่อยู่ใต้ต้นจะเป็นผู้เก็บรวบรวมเป็นกอง ปกติต้นหนึ่งๆ จะให้ผลผลิตประมาณ 100-150 กิโลกรัม (ถ้าดูแลดี แต่โดยทั่วไปจะได้น้อยกว่านี้)

3. ราคาจำหน่าย เกษตรจำหน่ายผลอินทผลัมสดในช่วงต้นฤดูกาลประมาณ กิโลกรัมละ 10-15 RO แต่ในช่วงที่ผลผลิตออกมากจะขายได้ประมาณ 0.25-0.35 RO ผลแห้งในท้องตลาดจะจำหน่ายปลีกประมาณ กิโลกรัมละ 0.35-1.0 RO ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสินค้า 4. การแปรรูป เกษตรกรจะนำผลไปผึ่งแดด ประมาณ 7-10 วัน จนผลแห้ง (เนื้อที่เป็นแป้งจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลทั้งผล) แล้วนำไปล้างน้ำตากแห้งอีกเพียง 1 วัน แล้วบรรจุภาชนะเพื่อจำหน่ายต่อไป การคัดคุณภาพของผลแห้งจะแยกเป็นชนิดที่แยกเป็นผลเดี่ยวๆ ได้จะมีราคาแพง ส่วนผลที่ค่อนข้างจะติดกันจะตักขายเป็นก้อน ราคาจะถูกลง ส่วนชนิดที่เละมากจะนำไปกวนเป็นน้ำหวานสำหรับปรุงอาหาร สำหรับผลผลิตที่ไม่มีคุณภาพ เกษตรกรจะนำไปผึ่งแดดเก็บไว้เป็นอาหารสำหรับเลี้ยงวัว

ข้อคิดเห็นจากการ ศึกษาข้อมูลในการปลูกต้นอินทผลัมครั้งนี้ คือ
1. ต้นอินทผลัมเป็นไม้ผลเมืองร้อนแบบทะเลทราย ที่มีความทนทานต่อสภาพภูมิอากาศที่แห้งแล้งได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าต้องการผลผลิตที่มีคุณภาพจะต้องมีการดูแลรักษาสวนที่ดีด้วย เช่น การให้น้ำจะต้องมีอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอและพอเพียง

2. ผลอินทผลัมสดเมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นผลอินทผลัมแห้งที่มีคุณภาพตาม ธรรมชาติ จะต้องอาศัยสภาพอากาศที่ร้อนและแห้ง (ซึ่งเป็นสภาพของอากาศโดยทั่วไปของกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง) หากเป็นประเทศที่มีความร้อนชื้นเหมือนบ้านเราจะทำให้การเปลี่ยนแปลงไม่ สมบูรณ์ จะเกิดเชื้อราขึ้นและเน่าในที่สุด

3. ต้นอินทผลัมเป็นต้นไม้ที่มีดอกตัวเมียและตัวผู้แยกอยู่คนละต้น ในการปลูกเพื่อมีการติดผลที่ดีจะต้องปลูกทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมียไว้ใน สวนเพื่อประโยชน์ในการผสมเกสร แต่บางพันธุ์อาจมีการติดผลและมีการพัฒนาของผลได้ดีโดยไม่ต้องมีการผสมเกสร เช่น Naghal แต่ผลที่ได้เนื้อจะบาง

4. เมล็ดของผลอินทผลัมที่ได้หลังจากบริโภคเนื้อแล้ว (โดยการซื้อผลอินทผลัมแห้งจากตลาดทั่วไป) สามารถนำไปเพาะเป็นต้นเพื่อปลูกได้ โอกาสที่จะได้เป็นต้นตัวผู้และต้นตัวเมียมีอย่างละ 50% แม้จะได้ต้นตัวเมียไปปลูกแต่คุณภาพก็จะไม่เหมือนกับต้นแม่ (คุณภาพของเนื้ออาจจะไม่ดีเท่ากับที่เราซื้อมา) เนื่องจากผลอินทผลัมแห้งที่มีจำหน่าย เป็นผลที่ได้จากการผสมเกสรข้ามต้น จึงถือว่าเมล็ดที่ได้เป็นพันธุ์ลูกผสม ซึ่งไม่สามารถเรียกชื่อเดียวกับต้นแม่ได้

5. สำหรับประเทศไทยมีหลายจังหวัดที่มีสภาพภูมิอากาศและสภาพดินที่สามารถปลูกต้น อินทผลัมได้ดี แต่ในช่วงที่ผลผลิตแก่ (ประมาณเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม) เป็นฤดูฝนจะทำให้เกิดปัญหาผลเน่า ดังนั้น แนวทางที่จะผลิตเป็นการค้าสำหรับบ้านเรา คือการคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมจะจำหน่ายผลสด ลักษณะดังกล่าวควรจะมีผลขนาดโต เนื้อกรอบ รสชาติ มัน หวาน เช่น พันธุ์ Hilali พันธุ์ Khalas เมื่อผลแก่จัดสามารถตัดส่งไปจำหน่ายได้เลย ปัจจุบันมีผู้บริโภครู้จักการบริโภคผลอินทผลัมสดมากขึ้นทั้งในประเทศและต่าง ประเทศ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย (ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมมีความคุ้นเคยกับการบริโภคผลอินทผลัมสดอยู่ แล้ว) นอกจากนั้น หากผู้ผลิตที่มีเครื่องอบผลไม้ไม่ว่าจะเป็นเครื่องอบพลังแสงอาทิตย์ หรือตู้ความร้อนจากไฟฟ้า หรือแก๊ส ก็สามารถใช้ผลิตผลอินทผลัมแห้งได้ดี ผลอินทผลัมแห้งที่ได้จะมีคุณภาพเช่นเดียวกับที่มาจากประเทศกลุ่มอาหรับด้วย

6. ต้นพันธุ์อินทผลัมที่ดีควรเป็นต้นที่แยกหน่อจากต้นแม่ที่รู้จักชื่อพันธุ์ และมีประวัติการให้ผลผลิตที่ดี แต่การจะสั่งต้นพันธุ์ดังกล่าวจากประเทศผู้ผลิตเข้ามาปลูกอาจจะยุ่งยาก ปัจจุบันมีต้นพันธุ์ที่ผลิตด้วยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue culture) เพื่อการจำหน่ายแล้วในหลายประเทศ เช่น อิสราเอล สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สามารถสั่งซื้อทางอินเตอร์เน็ตได้ การขนส่งทางไปรษณีย์ทำได้สะดวกและรวดเร็ว จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับเกษตรกรไทยที่จะได้ทดลองผลิตพืชใหม่ที่อาจจะ เป็นพืชที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทยในอนาคตก็เป็นได้

ค้นหาข้อมุลเพิ่มเติม โทร 081-8703602, 0840404158  http://www.inthaphalam-khonkaen.tht.in/       

 

เดินสายทั่วไทย ไปส่งทุกที่ ตามโปรแกรมครับ

วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ สัปดาแรกของเดือน ส่งต้นไม้ ภาคกลาง - ภาค ใต้

สัปดาห์ที่ 2 ส่งต้นกล้าอินทผลัม ภาคอิสานตอนบน และภาคเหนือ

สัปดาห์ที่ 3 ส่งต้นไม้ที่ภาคอิสานใต้ และภาคตะวันออก

สัปดาห์ที่ 4 ส่งต้นไม้ที่ภาคอิสานตอนบน ภาคกลาง และ ภาคใต้

โปรแกรมทุกเดือนบริการส่งถึงบันไดบ้านท่าน

สนใจโทร . 081-8703602 ,084-0404158

 

น้ำอินทผลัม หวาน หอม อร่อย จำหน่ายท่านถึงบ้าน ราคาขวดละ 20 บาท ( 5 ขวด 100 บาท)


ขายผลอินทผลัมนำเข้า 500 มล. ราคา150 บาท  โทร. 081-8703602 คุณพงษ์

สนใจสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับอินทผลัมเพิ่มโทร 081-8703602 พงษ์

ต้องการซื้อต้นกล้าทางบริษัทขนส่ง โอนเงินผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย เลขที่ 4180495015  

ร้านไทยอินทผาลัม โดยนายสิทธิพงษ์ เยี่ยมศิริ 

http://www.thai-inthaphalam.tht.in/

จำหน่ายต้นกล้าอินทผาลัม เด็กเล็กนัวร์ นำเข้าจากตะวันออกกลาง

Website Templates by Free CSS Templates